ปิดตาเห็นผี

เปิดตาเห็นผี

เรื่องนี้เกิดขึ้น เมื่อสมัยที่ผมยังเป็นเด็ก อายุสัก 9 ขวบเห็นจะได้ ผมอาศัยที่อยู่อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน พ่อแม่ก็มักจะส่งพวกเด็กซนๆ อย่างผม ไปอยู่กับพระ เป็นเด็กวัด เดินตามพระบิณฑบาต ช่วยงานในวัด และให้หลวงพ่อช่วยฝึกระเบียบวินัย และฝึกสมาธิให้
ผมกับเพื่อนแถวบ้านอีก 4-5 คน เราก็ไปอยู่กับหลวงพ่อที่วัดท่ากระดาน ตอนกลางวันก็ช่วยทำความสะอาดลานวัด ปัดกวาดเช็ดถูกุฏิให้หลวงพ่อ มีเวลาว่างๆ ก็เล่นซนกันบ้าง ตามประสา
พอตกกลางคืน หลวงพ่อก็จะพาพวกเราไปฝึกสมาธิที่โรงลิเก หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมไปนั่งสมาธิที่โรงลิเก ถ้าจะฝึกความกล้า น่าจะไปนั่งที่หน้าเมรุใช่ไหมครับ แต่ฟังไม่ผิดหรอกครับ…หลวงพ่อพาเราไปที่โรงลิเกจริงๆ เพราะบรรยากาศโรงลิเกที่นี่มันช่างน่ากลัวเสียยิ่งกว่าหน้าเมรุเผาศพเสียอีก
โรงลิเกที่ว่านี้ เป็นโรงลิเกเก่าๆ ที่จะมีลิเกมาเล่นก็เฉพาะเวลาที่มีงานมหรสพที่วัด ฉะนั้น ในเวลาปกติ ก็เหมือนไม่มีประโยชน์อะไร จึงกลายเป็นที่เก็บศพไปพลางๆ ระหว่างรอญาติมาทำพิธี เรียกว่าเป็นที่พักศพก็ว่าได้ครับ พวกผมรู้กันดี จึงรู้สึกว่าโรงลิเกของวัดนี้ เป็นสถานที่ที่สยองมาก
เสร็จภารกิจต่างๆ สักเวลา 3 ทุ่มไปแล้ว หลวงพ่อจะพาพวกผมไปนั่งสมาธิกันที่นั่น บางครั้งผมก็กลัว บางครั้งผมก็ง่วงมาก บางทีแอบลืมตามาดู ก็เห็นคราบเลือด คราบน้ำเหลืองของศพตามพื้นไปทั่ว มันยิ่งพาให้สยองกันไปใหญ่ แต่ถามว่าเด็กๆ อย่างพวกผม เคยเจอผีกันมั้ย ตามได้เลยว่าไม่เคยหรอก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผีหน้าตาเป็นยังไง แต่มันฝังจิตฝังใจว่าต้องกลัวไว้ก่อน
กระทั่งวันหนึ่ง หลวงพ่อก็พาพวกผมมาฝึกสมาธิที่โรงลิเกอีกเช่นเคย แต่วันนั้น ผมเห็นเหมือนหลวงพ่อกำลังยืนก้มหน้าคุยกับใครสักคนหนึ่ง ก็เกิดความสงสัย จึงเดินเข้าไปถามหลวงพ่อ
“หลวงพ่อครับ หลวงพ่อคุยอะไรกับใคร ผมไม่เห็นมีใครเลยนะนั่น”

ผมถามด้วยความซื่อตามประสาเด็กไม่ได้คิดอะไรเลยจริง แล้วหลวงพ่อก็ตอบกลับมาว่า
“คุยกับผี…เอ็งอยากเห็นไหมละ”
“อยากเห็นครับ หลวงพ่อทำให้ผมเห็นได้จริงๆ เหรอ”
“เห็นได้สิ แต่เอ็งแน่ใจนะว่า อยากจะเห็นจริงๆ”
ผมพยักหน้าอย่างมาดมั่น ในใจไม่ได้คิดอะไรนอกจากความอยากรู้อยากเห็น หลวงพ่อท่านก็เอามือป้องปาก ท่องขมุบขมิบ จานั้นก็มามือมาลูบที่หน้าผม แล้วก็พูดว่า
“เอ้า! ดูซะให้เต็มตาว่าหลวงพ่อคุยกับใคร
ขาดคำของหลวงพ่อเท่านั้นแหละครับ ผมก็หันหน้าไปมอง ภาพที่ผมเห็น คือผู้หญิงคนหนึ่ง ใส่ชุดไทย ห่มสไบสีเขียว ผมยาวจนลากพื้น กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ข้างหน้าหลวงพ่อ พร้อมด้วยกล้วยเครือใหญ่ใหญ่ในมือ ที่ทำท่าเหมือนจะเอามาถวายหลวงพ่อ
ไม่เพียงเท่านั้น ผู้หญิงคนนั้น ยังหันหน้ามามองผม เมื่อรู้ว่าผมมองเห็น เธอก็แลบลิ้นปลิ้นตาใส่ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ครับ เธอแลบลิ้นก็มายาวเหยียด แถมดวงตายังถลนออกมานอกเบ้า ไม่เรียกว่าแลบลิ้นปลิ้นตาแล้วจะเรียกอะไรดี ผมยืนมองหน้าผู้หญิงคนนั้นอยู่เพียงไม่กี่วินาทีก็วิ่งป่าราบ กระโดดข้ามกำแพงโรงลิเกออกไปเลยทีเดียว
“ผีหลอกๆ ช่วยด้วย ผีหลอก!”
ผมวิ่งกลับไปในโบสถ์อย่างไม่คิดชีวิต ปากก็ตะโกนร้องว่าผีหลอก จนเพื่อนๆ ผมก็ตกใจเตลิดเปิดเปิงกันไปหมด ทั้งที่ก็ไม่ได้มีใครเห็นเหมือนที่ผมเห็น ผมวิ่งกลับไปที่ศาลาที่เรานอน แล้วก็เอาผ้าคลุมโปง จนหลับไปยันเช้า
พอเช้ามา หลวงพ่อก็มาถาม “เป็นยังไงบ้างล่ะ ได้เห็นสมใจแล้วสิเอ็ง”
“โห หลวงพ่อครับ มันน่ากลัวมาก”
“น่ากลัวตรงไหนกัน เขาไม่ได้มาทำอะไรให้ใครเดือดร้อนสักหน่อย เขาเอากล้วยมาถวายหลวงพ่อ ไม่เห็นรึ”
“ก็เห็นน่ะครับ แต่มาแลบลิ้นปลิ้นตาแบบนั้นมันสยอง ไม่เอาแล้วนะครับหลวงพ่อ ผมไม่อยากเห็นอีกแล้วล่ะ”
หลวงพ่อยิ้มๆ แล้วก็เดินจากไป
หลังจากเหตุการณ์วันนั้นผ่านไป จนผมเกือบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว ผมก็มารู้สึกแปลกๆ อีกครั้ง เมื่อพบว่า ตัวเองมักจะเห็นผีบ่อยๆ ไม่ว่าจะไปวัด หรือไปที่ไหนที่เป็นที่ที่มีคนตายมากๆ ผมมักมองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เหมือนคนอย่างพวกเรา พอผมไปบอกใคร ก็ไม่มีใครเชื่อผม พ่อแม่ก็หาว่าผมเป็นเด็กช่างจินตนาการไปเอง
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมไปงานศพกับแม่ ผมก็เห็นวิญญาณของคนตายนั่งร้องไห้อยู่บนโลงศพ เห็นชัดๆ เลยว่าเป็นคนที่ตายไปแล้วจริงๆ เธอคนนั้นหันมาสบตาผม เหมือนรู้ว่าผมมองเห็น แต่พอเธอมองผม ผมก็หลับตาปี๋ แล้วก็ร้องไห้ ชวนแม่กลับบ้าน ผมเป็นอย่างนี้บ่อยๆ จนแม่เริ่มเชื่อแล้วว่าผมอาจจะเห็นผีจริงๆ
พอเข้ามัธยมปลาย แม่ก็ส่งผมไปอยู่กับป้าที่กรุงเทพฯ เพื่อที่จะไปเรียนหนังสือที่นั่น ช่วงนั้นผมไม่ค่อยเห็นผี และคิดว่าโตแล้ว คงจะไม่เห็นอีกแล้ว กระทั่งมาอยู่ที่บ้านป้านี่แหละครับ ผมก็ยังเห็นอีก
ทุกครั้งที่ผมอยู่บ้านคนเดียว ก็จะมีความรู้สึกว่ามีคนอยู่ในบ้านด้วย เหมือนมีอะไรแวบไปแวบมาอยู่ในบ้าน วันหนึ่งผมเห็นเหมือนมีคนวิ่งแวบผ่านไป จึงพูดขึ้นมาว่า
“ใครน่ะ ออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ เราเห็นนะ”
เท่านั้นเองครับ ร่างของเด็กผู้ชายผมจุก นุ่งโจงกระเบน ก็เดินออกมาจากซอกประตู แล้วก็ถามผม
“พี่มองเห็นหนูด้วยเหรอ”
ผมตกใจ…ไม่คิดว่าจะมีใครออกมาให้เห็นจริงๆ ได้แต่ละล่ำละลักถาม
“แล้วหนูเป็นใครล่ะ”
“ก็เป็นกุมาร ที่ป้าพี่เลี้ยงไว้ไง พี่เห็นหนูก็ดีแล้ว บอกแม่หน่อยสิ ว่าหนูหิว เดี๋ยวนี้แม่ไม่เอาขนมมาให้เลย”
กุมารน้อยพูดเท่านั้นก็วิ่งแวบหายไป ทำเอาผมรู้ได้ทันทีเลยว่า นี่ผมยังมองเห็นผีอยู่ใช่ไหม
หลังจากวันนั้น ผมไปถามป้าเรื่องกุมาร ป้าก็บอกว่าเป็นความจริงที่ป้าเลี้ยงกุมารเอาไว้ ปกติจะไหว้ขนมกับน้ำแดงเกือบทุกวัน ช่วงนี้ป้ายุ่งๆ จึงลืมไป
ผมมานั่งคิดไล่เรียงเหตุการณ์ตั้งแต่เด็กจนโต ก็พอจะเข้าใจได้ว่า เรื่องที่ผมเห็นผีบ่อยๆ นั้น อาจจะเกิดจากการที่หลวงพ่อเปิดตาให้ผมเห็นผีในครั้งนั้น ฉะนั้น คงจะมีแต่หลวงพ่อคนเดียวเท่านั้น ที่จะปิดตาเห็นผีของผม ไม่ให้เห็นสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นได้อีก ผมไม่อยากเห็นอีกแล้ว เพราะผมกลัว เห็นกี่ครั้งๆ ก็ไม่ชินซักที
เมื่ออายุครบบวช ผมจึงตัดสินใจกลับไปบวชที่วัดท่ากระดาน หวังว่าจะได้เจอหลวงพ่ออีกครั้ง และให้หลวงพ่อปิดตาวิเศษนี้ให้ผมสักที แต่ข่าวร้ายที่ผมได้รับ นั่นก็คือ หลวงพ่อท่านมรณภาพเสียแล้ว ด้วยความที่ผมไปเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ เสียนาน ไม่ค่อยได้กลับมาที่เมืองกาญจน์ จึงไม่ได้รู้ข่าวการมรณภาพของท่าน
ยังไงดีละครับทีนี้ นี่ผมต้องกลายเป็นคนเห็นผีแบบนี้ไปตลอดเลยเหรอครับ….หลวงพ่อช่วยด้วย!


โปรย

  • ผู้หญิงคนหนึ่ง ใส่ชุดไทย ห่มสไบสีเขียว ผมยาวจนลากพื้น นั่งคุกเข่าอยู่ข้างหน้าหลวงพ่อ
  • คงจะมีแต่หลวงพ่อคนเดียวเท่านั้น ที่จะปิดตาเห็นผีของผมได้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these <abbr title="HyperText Markup Language">HTML</abbr> tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>

ข้ามไปยังทูลบาร์