คนป่วยปีนขื่อ

คนป่วยปีนขื่อ

ปอบ...มีจริงหรือไม่ฉันไม่รู้ และฉันก็ไม่ค่อยอยากสนใจเรื่องไรสาระแบบนี้ด้วย  ฉันคิดแต่ว่าเรื่องอะไรที่ฉันคิด ฉันทำแล้วได้เงินฉันถึงจะสนใจมัน 
ฉันรู้ตัวว่าฉันเป็นคนเห็นแก่ตัวและเห็นแก่เงิน  แต่เงินในตอนนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุด จนบางทีฉันก็ลืมนึกถึงคนที่อยู่รอบข้างตัวฉัน  ฉันคิดแต่ว่ามีเงินให้พวกท่านแค่นี้ก็พอแล้ว 
จนกระทั่งพ่อของฉันป่วย  ป่วยเป็นโรคอะไรก็ไม่ทราบ โรคที่หาสาเหตุไม่ได้  ไปหาหมอเก่งๆ มาก็หลายที่  แต่ก็รักษาไม่หายเลยสักที่ พอฉันถามหมอว่าพ่อป่วยเป็นโรคอะไร ไม่มีหมอคนไหนบอกสาเหตุที่แน่นอนหรือให้คำตอบฉันได้เลย 
ความคิดของฉันที่ว่าเงินนั้นสำคัญ มันสิ้นสุดลง เพราะพอมาถึงตอนนี้ เงินกลับไม่ได้ช่วยให้พ่อของฉันหายได้เลย  ฉันพาพ่อไปหาหมอทุกที่ที่มีคนแนะนำมา แต่หมอที่ไหนๆ ก็ไม่สามารถรักษาพ่อของฉันได้เลย 
พ่อของฉันไม่ได้มีอาการที่ร้ายแรงนัก ท่านแค่ไม่มีแรง นอนอยู่เฉยๆ ทุกคนในบ้านและญาติๆ ต่างพากันสงสัยว่าพ่อของฉันนั้นป่วยเป็นอะไร แต่ก็ไม่มีใครสามารถคลายข้อสงสัยข้อนี้ได้
แม่ของฉันขอร้องให้ฉันหยุดทำงาน หยุดหาเงิน หยุดบ้างาน แล้วกลับมาดูแลพ่อที่บ้าน  ซึ่งฉันเองก็ตั้งใจอย่างนั้นอยู่แล้ว พ่อป่วยทั้งคน ฉันเองก็ไม่มีกระจิตกระใจจะทำงานเลยแม้แต่น้อย ฉันเลยจัดการโทรไปที่ทำงาน เพื่อขอลาพักร้อน  ฉันเองไม่เคยลาพักร้อนเลยตั้งแต่ทำงานมา 5 ปี ฉันเลยรวบยอดลาพักร้อนทั้งหมดที่มี เพื่อกลับมาดูแลพ่ออย่างเต็มที่ 
ตอนนี้ฉันเองก็ดูแลพ่อมาได้ 1 เดือนแล้ว แต่อาการของท่านไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลย ดูท่าจะแย่ลงไปเรื่อยๆด้วยซ้ำ  ฉันและแม่หมดหนทางที่จะรักษาท่านแล้ว แต่ฉันก็ยังหวังว่าจะหาทางรักษาท่านให้หายได้ 
พ่อของฉันตอนนี้ท่านไม่พูดไม่จาเลยแม่แต่น้อย นอนเหมือนคนไม่มีแรง  ร่างกายซูบผอม  จนฉันเองแทบจำเค้าเดิมของท่านไม่ได้แล้ว  แม่ของฉันก็เอาแต่ร้องไห้  
แต่พ่อของฉันมีอาการแปลกอยู่อย่างหนึ่งค่ะ  ท่านมักจะบ่นว่าหิวอยู่ตลอดเวลา  ตอนนี้ท่านพูดไม่ได้ก็เอาแต่อ้าปาก  เพื่อแสดงให้รู้ว่าท่านหิว  พอตกกลางคืนท่านก็จะนอนตาวาวไม่ยอมหลับยอมนอน เป็นอย่างนี้ทุกคืน
หรือนี่จะเป็นอาการของโรคกรรมโรคเวรที่เขาพูดกัน  ฉันคิดไปต่างๆ นานา  เพราะฉันคิดว่าท่านคงจะทรมานไม่น้อย   ขณะที่ฉันนั่งคิด ก็มีป้าสีเดินเข้ามาถามไถ่อาการของพ่อ  
“พ่อเอ็งเป็นยังไงบ้าง นังหนู”  
“ก็เหมือนเดิมแหละป้า” ฉันตอบพร้อมกับยิ้มให้ 
“เออนี่ ป้ารู้จักร่างทรงอยู่คนนึ่ง  ลองให้เขามารักษาดูไหมละ”  
ฉันทำหน้าครุ่นคิดอยู่นาน  จนป้าสีพูดขึ้นมาเพื่อให้ฉันตอบตกลงอีกว่า 
“ลองดูก็ไม่เสียหายนะ พ่อเอ็งก็เป็นเยอะขนาดนี้เผื่อจะรู้ว่าเป็นอะไร”  
“ก็ได้จ่ะป้าสี  ป้านัดร่างทรงคนนั้นมาเลยจ่ะ”    
พอสายๆ ของวันรุ่งขึ้น ป้าสีก็เดินนำหน้า  เพื่อพาร่างทรงที่จะมารักษาพ่อของฉันขึ้นมาบนบ้าน  ชาวบ้านต่างมามุ่งดูด้วยความอยากรู้ว่าพ่อของฉันนั้นเป็นอะไร   ร่างทรงคนนี้ชื่อ ตาอ่ำ ดูท่าทางก็น่าจะมีวิชาติดตัวไม่น้อย  ตาอ่ำแยกออกไปจัดสัมภาระ และเครื่องทำพิธีต่างๆ  
พอจัดอะไรเข้าที่เข้าทาง  ตาอ่ำก็เรียกฉันกับแม่เข้าไปคุย  ตาแก่บอกว่า 
“ข้าไม่ต้องเข้าทรงข้าก็รู้ว่าพ่อเอ็งเป็นอะไร”  
“เป็นอะไรเหรอคะตาอ่ำ”  ฉันรีบถามทันที  
“พ่อเอ็งนะ โดนปอบสิงอยู่ในร่าง จนมันกินตับไตไส้พุงจนหมดแล้ว”   
แม่ของฉันร้องไห้โห่เมื่อได้ยินสิ่งที่ตาอ่ำบอก  
“แต่ฉันไม่เชื่อ นี่มันยุคสมัยไหนกันแล้ว  ปอบมันจะมีอยู่จริงๆ เหรอ โกหกกันรึเปล่า”
ตาอ่ำมองหน้าฉันอย่างหนักใจ “อะ เดี๋ยวเอ็งดูสิ่งที่ข้าจะทำต่อไปนี้ แล้วเอ็งจะรู้ว่า ปอบมันมีจริงรึเปล่า” 
พอพูดเสร็จตาอ่ำก็บอกให้ฉันกับแม่ไปหาไก่สดๆ มาแขวนไว้ที่ขื่อกลางบ้าน แล้วบอกให้ทุกคนลงจากบ้านให้หมด ปล่อยให้พ่อเอ็งนอนอยู่คนเดียว 
ทุกคนทำตามที่ตาอ่ำบอก ตอนนี้ฉันให้ลุงก้านซึ่งเป็นพี่ของพ่อ นำไก้ไปแขวนไว้บนขื่อบ้านเรียบร้อยแล้ว   ทุกคนลงมาอยู่ใต้ถุนบ้านกันหมด  รวมถึงฉัน แม่ แล้วก็ลุงอ่ำด้วย  
ฉันยืนอยู่นาน ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น  ฉันเลยหันไปถามตาอ่ำ  “ไหนละคะ  ไม่เห็นมีอะไรเลย”  
ตาอ่ำทำท่าเอ็ดให้ฉันเงียบๆ  ฉันเลยหันกลับไปดูพ่อที่นอนแน่นิ่งอย่างเป็นปกติ  เวลาผ่านไปสัก 5 นาที  ฉันและแม่ก็แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง  
พ่อของฉันลุกขึ้น เหมือนกับไม่ได้เป็นอะไร  แต่ร่างกายของท่านซูบผอม เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก  ท่านค่อยๆ ปีนขึ้นไปบนขื่อที่มีขนาดสูงมาก  ตาวาวเหลือกโลน เสมือนท่านเห็นอาหารที่โปรดปรานอยู่ด้านหน้า ท่านหันซ้ายหันขวา... 
แม่ของฉันถึงกับปล่อยโฮ  ร้องไห้ด้วยความเสียใจ และไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็น
ฉันทำท่าจะวิ่งขึ้นไปแต่ตาอ่ำ ดึงฉันแล้วบอกให้รอดูไปก่อน  ภาพที่ชั้นเห็น ท่านปีนขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว  ปีนขึ้นไปหยิบไก่ตัวนั้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย ตอนกลางวันแสกๆ   ฉันคิดในใจ นี่ไม่ใช่พ่อฉันแน่ๆ  
“นี่ไม่ใช่พ่อเราใช้ไหมคะแม่”  ฉันหันไปถามแม่ด้วย ทั้งเสียใจ ทั้งตกใจ ทั้งกลัว ปนกันอยู่เต็มไปหมด แม่ไม่พูดหรือตอบฉันกลับมาเลยสักนิด  แม่ยังคงยืนร้องไห้ จนญาติๆ พาท่านไปนั่ง  
ฉันหันไปมองตาอ่ำ  ตาอ่ำทำสัญญาณเพื่อให้พวกเราเดินตามแกขึ้นไป  ฉันเดินตามแกขึ้นไปอย่างเงียบๆ  พร้อมกับชาวบ้านอีกนับสิบคน พอพ่อของฉันเหลือกตาไปมาและหันมาเห็นคนเท่านั้น ก็ปล่อยตัวเองล่วงลงพื้น ดัง ตุ๊บ!  
ฉันและแม่ยืนร้องไห้ด้วยความสงสารท่าน  แต่ก็ไม่กล้าที่จะวิ่งไปพยุงร่างของท่านไว้ เพราะฉันเองก็ยังไม่แน่ใจว่าร่างนั้นเป็นพ่อของฉันจริงๆ หรือป่าว 
ตาอ่ำรีบวิ่งเข้าไปทำพิธีทันที  แกหันมาถามฉันว่า “จะให้ไล่ปอบออกไหม ถ้าไล่ออกพ่อเอ็งก็ต้องตาย เพราะนี่ที่เอ็งเห็นก็ไม่ใช่พ่อเอ็งแล้ว”  
“ฉันขอเวลาแป๊บนึงนะคะ” ฉันพูดทั้งน้ำตา และรีบลงไปปรึกษาญาติๆ ที่ตอนนี้รวมตัวกันอยู่ด้านล่างเรียบร้อยแล้ว  ฉันถามญาติๆ รวมถึงแม่ของฉัน ว่าจะ ไล่ปอบออกหรือไม่  ทุกคนมีความเห็นว่า ควรที่จะไล่ออก  เพราะจากคนที่เห็นนั้น  ก็ไม่น่าจะใช่พ่อฉันแล้ว
ฉันเดินขึ้นบ้านไปบอกตาอ่ำตามความคิดเห็นของทุกคน   ตาอ่ำจัดทำพิธีไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เสร็จ ทุกคนต่างวิ่งไปดูเมื่อร่างพ่อของฉันแน่นิ่งไป  นั่นหมายถึงพ่อของฉันได้จากฉันไปอย่างไม่มีวันกลับ  
ฉันหันไปถามตาอ่ำที่กำลังเก็บข้าวของ  “ตาคะ  แล้วปอบจะออกไปเข้าใครได้อีกไหม”   
“ไม่หรอก ข้าสะกดวิญญาณมันเรียบร้อยแล้ว มันไปทำร้ายใครไม่ได้อีกแล้ว” ตาอ่ำพูดพลางยิ้มให้ฉัน 
 “อ้อ...  เอ็งไม่ต้องเป็นห่วงพ่อเอ็งนะ ท่านไปสบายแล้ว  มีพระท่านหนึ่งแถวอยุธยาท่านชวนวิญญาณพ่อเอ็งไปอยู่กับท่านจนกว่าจะหมดอายุไข”  
ฉันยิ้มด้วยความโล่งใจ  “ขอบคุณมากนะคะตา และหนูก็ขอโทษด้วยที่ตอนแรกหนูไม่เชื่อ แล้วก็พูดไม่ดีกับตา”   
“ไม่เป็นไรหรอก เรื่องแบบนี้ถ้าไม่เห็นกับตาหรือไม่ได้เจอกับตัว ก็ไม่มีใครเชื่อหรอก” ตาอ่ำยิ้มให้ฉันพลางเดินลงจากเรือนไป
ฉันและญาติจัดงานศพให้พ่อจนเสร็จเรียบร้อย  คืนก่อนที่ฉันจะกลับไปทำงานฉันฝันว่า พ่อมาหาฉันกลับแม่แล้วบอกว่าท่านสบายดี  ตอนนี้อยู่กับพระแถวอยุธยาไม่ต้องเป็นห่วง  
ฉันสะดุ้งตื่นมาก็เป็นเวลาเช้ามืด  ฉันเลยเล่าให้แม่ฟัง แต่ก็แปลกที่แม่กับฉันฝันตรงกัน  
“ที่ตาอ่ำพูดเป็นเรื่องจริงค่ะแม่”  
แม่ของฉันพยักหน้า แล้วพูดว่า “พ่อคงไม่อยากให้เราเป็นห่วงเขา  เขาจึงมาบอกเรานะลูก”   
ฉันก็คิดแบบนั้นพ่อคงรักและกังวลว่าเราจะกังวลเรื่องของท่านเลยมาบอกให้เราสบายใจ
    .........................................................................................................................................

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these <abbr title="HyperText Markup Language">HTML</abbr> tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>

ข้ามไปยังทูลบาร์