ความสุขจอมปลอม

ความสุขจอมปลอม
ทีนี้รู้หรือยัง ว่าเงินซื้ออะไรไม่ได้บ้าง
ลัคนา
เคยไหม… ที่รู้สึกอิจฉาคนอื่น โดยเฉพาะคนที่มีฐานะร่ำรวยกว่าเรา …แน่ล่ะ ใครๆ ก็ต้องรู้สึกแบบนั้นกันบ้าง เป็นธรรมดาของมนุษย์เดินดิน ที่ยังเต็มไปด้วยกิเลสท่วมท้น
ผมคนนึงล่ะครับ ที่รู้สึกอย่างนั้น แต่ความรู้สึกอิจฉาคนมั่งมีของผม ไม่ได้ทำให้ผมเกิดความริษยา หรือว่าไปจงเกลียดจงชังอะไรเขา แต่มันเป็นแรงผลักดัน ให้ผมอยากก้าวไปอยู่ในจุดที่เขายืนอยู่บ้าง ผมคิดว่า เขาทำได้ ผมก็ต้องทำได้ ในเมื่อเราเป็นคนเหมือนกัน มีหนึ่งสมอง สองมือเหมือนๆ กัน มีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่าๆ กัน อาจจะต่างกันอยู่นิดหน่อย คือต้นทุนของแต่ละคนที่เกิดมามันไม่เท่ากันก็เท่านั้น
สำหรับบางคน อาจนับเริ่มจาก 1 หรือบางคนก็นับจาก 5 จาก 10 ไปเลย เพราะมีต้นทุนดี แต่สำหรับผม ขอนับเป็นเริ่มต้นจาก 0 เลยก็แล้วกัน…
ผมเกิดมาในครอบครัวที่ไม่มีอะไรเลยครับ จะว่าจน ก็ไม่เชิง เพียงแต่เป็นคนทำมาหากินแบบพอดีตัว พ่อแม่ไม่มีเงินเก็บเงินเงินก้อน ไม่มีที่มีทาง แต่ก็ยังดีที่ไม่มีหนี้สิน ครอบครัวผมก็ดูมีความสุขกันดี ไม่ทุกข์ร้อนอะไรนะครับ มีแต่ตัวผมเองนี่แหละ ที่ไม่ชอบชีวิตแบบราบเรียบ จำเจ และอยู่ไปวันๆ
“อะไรนะ! จะลาออกจากงานประจำงั้นเหรอ เพิ่งทำได้ยังไม่ครบปีเลยนะ แล้วนี่จะไปทำที่ไหนอีก” แม่ทำสุ้มเสียงตกใจ เมื่อรู้ว่าผมจะลาออกจากงาน
“ผมจะไม่ทำงานประจำครับแม่ แต่จะทำธุรกิจของตัวเอง” ผมตอบอย่างมาดมั่น
“จะบ้าเหรอตั้ม! คำว่าทำธุรกิจ มันอาจฟังดูเท่ แต่มันไม่ง่ายหรอกนะลูก อย่าคิดอะไรตื้นๆ”
“แม่! ผมโตแล้วนะ ผมคิดดีแล้วครับ ทำงานประจำน่ะ มันไม่โต มันไม่มีวันที่เราจะรวยได้หรอก” ผมเถียง
“แล้วแกจะอยากรวยไปทำไมนักหนา ทุกวันนี้ก็ไม่เห็นเดือดร้อนอะไร” พ่อเอ่ยแทรกขึ้น เมื่อได้ยินเรื่องที่ผมคุยกับแม่
“ยังไงเราก็หนีความจริงไม่พ้นหรอกพ่อ ว่าคนเราก็ยังวัดกันที่ฐานะอยู่ดี ถ้าเราเป็นคนรวย ทำอะไรก็ง่ายไปหมด”
“งั้นเอ็งก็ลองเป็นคนรวยดู แล้วมาเล่าให้พ่อฟังด้วยนะ ว่ามันง่ายจริงมั้ย” พ่อตอบแบบประชดหน่อยๆ
ผมรู้อยู่แล้วครับ ว่าต้องโดนคนรอบตัวคัดค้าน แต่นั่นแหละ ก้าวแรกแห่งบทพิสูจน์ ผมอ่านเรื่องตำราความสำเร็จมาเยอะ แล้วก็ฟังคนรวยเล่าประสบการณ์ของตัวเองมาเยอะเช่นกัน พวกเขาล้วนแล้วแต่ต้องผ่านช่วงเวลาที่โดนกดดัน และความล้มเหลว ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า กว่าจะถึงวันที่ประสบความสำเร็จได้
แล้วพอออกจากงานได้ไม่นาน ผมก็เจอกับบทเรียนแรกเลยครับ…
ผมเอาทุนที่เก็บหอมรอมริบไว้ในช่วงทำงาน มาลงทุนทำธุรกิจเล็กๆ ที่ผมฝ่ฝันอยกจะมี ผมเริ่มทำสิ่งที่ผมชอบ นั่นคือ ทำเสื้อยืดสกรีนลาย แบรนด์ของตัวเองขึ้นมา ผมออกแบบเอง ทำเองทุกอย่าง กระทั่งเสื้อยี่ห้อของผมออกมาวางขาย ผมเช่าพื้นที่เพื่อเปิดร้านขายเสื้อของผม ทั้งปลีกและส่ง รวมทั้งขายออนไลน์ แรกๆ มันก็พอไปได้ เพราะมันเป็นแบบใหม่ๆ ที่ท้องตลาดยังไม่มี แต่มันก็บูมอยู่ได้แค่พักเดียวเท่านั้น…
นี่เป็นการเรียนรู้กลไกทางธุรกิจครั้งแรกของผม คือ ถึงแม้สินค้าเราจะเจ๋งแค่ไหน แต่ถ้าเราไม่รู้จักปรับปรุงให้มันดีขึ้นเรื่อย หรืออัพเดทอะไรที่แปลกใหม่ออกมา มันก็จะเจ๋งได้แค่พักเดียว แล้วก็เจ๊งครับ พูดง่ายๆ ว่า จะทำธุรกิจเสื้อผ้า ต้องตามยุค ตามกระแส ตามแฟชั่น ซึ่งทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปรวดเร็วมาก
ธุรกิจแรกของผม สรุปว่าเจ๊งไปตามระเบียบ ขาดทุนย่อยยับ สินค้าเหลือมาแจกคนแถวบ้านเยอะแยะเลย และแน่นอนว่า พ่อกับแม่ก็ด่าซ้ำอีกด้วย แต่ถามว่าผมเข็ดมั้ย …แน่นอนว่า ผมไม่เข็ด
ทีนี้ ผมเปลี่ยนจากธุรกิจเสื้อผ้า มาเป็นธุรกิจอาหารบ้าง ผมเริ่มทำอะไรที่ต้นทุนน้อยลงมาหน่อย เพราะเงินทองที่เก็บสะสมมานั้นหายไปหมดแล้ว แต่ผมยังพอมีเครดิต ที่จะหมุนเงินได้อยู่ ผมจึงหันเหจากเสื้อผ้า มาทำข้าวกล่องขาย แน่นอนอีกว่า ข้าวกล่องของผมนั้น ย่อมไม่ใช่ข้าวกล่องโฟมธรรมดา ที่ขายกันตามตลาด
ผมรับทำอาหารคลีนหรืออาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังฮิตเรื่องกินคลีนเพื่อสุขภาพมาก ผมจึงเกิดไอเดียทำข้าวกล่องสวยๆ แล้วส่งตามออฟฟิศ ซึ่งลูกค้าต้องสั่งสำหรับ 1 สัปดาห์ขึ้นไป แล้วแช่ฟีซเอาไว้กิน
ธุรกิจนี้ไปได้ดีพอสมควร และไม่ต้องลงทุนมากเหมือนเสื้อผ้า คือมีคนสั่ง ผมถึงจะซื้อของมาทำ ความเสี่ยงก็ลดลง ซึ่งเรียกว่าเป็นธุรกิจเล็กๆ ที่ทำให้ผมมีเงินหมุนคล่องมือมากขึ้น แต่เมื่อกระแสมันเริ่มจางลง ออเดอร์ก็น้อยลง ผมก็พยายามปรับเปลี่ยนเมนูไปเรื่อยๆ ให้มันมีหลากหลาย แต่สุดท้าย ผมก็ต้องเลิกทำ เพราะรายได้ที่เข้ามานั้น ไม่พอเลี้ยงชีพ
หลังจากนี้ ผมยังทำนั่น ทำนี่ อีกมากมาย หลายกิจการทั้งเล็กใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นขายของในตลาดนัด เช่าบูธขายของ ในห้าง ทำธุรกิจออนไลน์ ขายประกัน ขายตรง หรือเปิดร้านขายกิ๊ฟช้อปก็ทำมาแล้ว แต่ละอย่างที่ทำ บางอย่างก็อยู่ได้นานหลายปี บางอย่างก็แป๊บเดียวเจ๊งเลย
ใครๆ ก็มองว่าผมเป็นคนที่ทำงานไม่ทน ไม่เหมือนบางคน ที่เขาทำอะไรก็ทนทำอยู่อย่างนั้น มันอาจจะดูไม่ดีในสายตาคนอื่น ก็ต่อเมื่อเรายังไม่ประสบความสำเร็จให้เขาเห็น ในยุคนี้ การทำงานอย่างเดียวนานๆ ไม่ใช่ตัวชีวัดความสำเร็จในอาชีพเหมือนคนสมัยก่อนอีกแล้ว
แล้วโชคก็เข้าข้างผม …ไม่สิ! ประสบการณ์ที่ผมสั่งสมมาต่างหาก ที่มันทำให้ผมมีโชคขึ้นมาได้ เพราะผมไปเจอผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่ง ที่น่าสนใจ และขายดีมากในต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผม แต่ผมไม่ได้คิดที่จะเอาแบรนด์ของเขามาขายหรอกนะ เพียงแต่ผมมองเห็นปัญหา ว่าคนแทบทุกคน มีปัญหาเกี่ยวกับเส้นผมทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะผมร่วง ผมมัน รังแค ผมบาง ผมเสีย ผมฟู สารพัดปัญหาที่อยู่บนหัว
ผมจึงตัดสินใจนำเข้าส่วนผสมบางอย่างจากต่างประเทศ ที่ยับยั้งปัญหาเหล่านี้ได้จริง และนำมาผลิตเป็นสินค้าของตัวเอง หาจุดขายให้มัน ทำการตลาดให้ดี และที่สำคัญ คุณภาพต้องดีจริง มันจะได้ขายตัวมันเองได้ไปนานๆ ผมหมกมุ่นทดลองกับผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้อยู่นาน จนสุดท้ายก็ได้วางตลาด เป็นเซรั่มบำรุงผมขวดเล็กๆ ที่เน้นคุณภาพคับขวด
ไม่น่าเชื่อว่า เจ้าสินค้าชิ้นนี้เอง ที่เปลี่ยนชีวิตผม
ภายใน 1 ปี ผมมีเงินล้าน เพราะสินค้าตัวนี้ บอกเลยว่า ผมนำเทคนิคทางการตลาดจากตลอดชีวิตของผมที่เริ่มทำนั่นทำนี่มา อะไรที่พลาดแล้ว ผมจะไม่พลาดอีก ทุกๆ ครั้ง ผมได้เรียนรู้ในความผิดพลาด จนวันนี้ ธุรกิจของผมประสบความสำเร็จแบบทะลุเป้า
อย่างที่คนรวยหลายคนเคยพูดไว้ เมื่อได้ล้านแรกมาแล้ว ล้านต่อไป ก็เป็นเรื่องง่ายขึ้น เงินสามารถต่อเงินได้ ผมไม่ได้ขายเพียงผลิตภัณฑ์ตัวนี้ แต่ผมยังนำเงินมาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซื้อหุ้นบริษัทต่างๆ เพิ่งรู้ว่าคนมีเงินมันมีความสุขสนุกสนานกับการต่อยอดแบบนี้นี่เอง
หลายปีที่ผมทุ่มเทกับชีวิตการทำงาน และธุรกิจของผม แต่ผมไม่ลืมที่จะดูแลคนทางบ้าน ด้วยการส่งเงินให้พ่อแม่ใช้อย่างไม่ขาดมือ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ค่อยได้มีให้พวกท่านเลย คือเวลา…
ยิ่งผมมีครอบครัวอยู่ที่กรุงเทพฯ มีลูกเล็ก ผมก็ยิ่งกลับไปเยี่ยมพ่อกับแม่น้อยลง อีกอย่างหนึ่งคือ ภรรยาผมเธอไม่ค่อยชอบไปบ้านผมเท่าไหร่ เพราะเธอค่อนข้างเป็นคุณหนูเอาแต่ใจ ใช้ชีวิตแต่ในสังคมเมือง เธอไม่ค่อยชอบสังคมบ้านนอกของผมนัก ซึ่งผมก็ยอมรับว่าค่อนข้างตามใจภรรยามากไปสักหน่อย
…………….
“ตั้ม กลับบ้านมั่งนะลูก ตอนนี้แม่ป่วยหนัก เขาอยากเห็นหน้าลูก”
ผมมาเปิดฟังข้อความเสียงในวันหนึ่ง เสียงนั้นเป็นเสียงที่พ่อฝากข้อความเอาไว้
ผมรู้สึกผิด และใจหายเล็กน้อย ทำไมผมไม่รู้เลยว่าแม่ป่วย จำได้อยู่ว่าแม่เคยบอกว่าจะไปหาหมอ ผมก็โอนเงินไปให้ แต่ตอนนั้นมันยุ่งมากจริงๆ ผมจึงไม่ได้กลับบ้านสักที
ผมพยายามเคลียร์งาน และหาเวลาว่างเดินทางกลับไปหาพ่อแม่ที่ต่างจังหวัด บ้านที่พ่อกับแม่อยู่ คือบ้านใหม่ที่ผมเพิ่งให้เงินไปปลูกสร้าง ผมอำนวยความสะดวกสบายให้พวกท่านทุกอย่าง และคิดว่าพ่อกับแม่คงมีความสุข และภูมิใจในตัวผม
“แม่เป็นยังไงบ้างครับพ่อ ผมต้องขอโทษที่ไม่ได้มาดูแลแม่เลย” ผมรีบวิ่งเข้าไปหา เมื่อเห็นพ่อยืนอยู่หน้าบ้าน
“ไปคุยกับแม่เขาซะเถอะตั้ม…แม่เขารอตั้มอยู่คนเดียว”
“พ่อพูดอะไรน่ะ แม่เป็นอะไร…”
ผมรีบวิ่งขึ้นไปหาแม่บนบ้าน พบว่าแม่นอนอยู่บนเตียง สภาพผ่ายผอม ริมฝีปากคล้ำ มันดูแย่มาก ผมไม่เจอแม่แค่ไม่กี่เดือน ไม่คิดเลยว่าท่านจะป่วยขนาดนี้
“แม่…แม่ป่วยเป็นอะไร ทำไมแม่ไม่บอกผม”
“ตั้ม…สบายดีมั้ยลูก แม่นึกว่าจะไม่ได้เห็นหน้าตั้มอีกซะแล้ว” แม่ตอบไม่ตรงคำถาม
“แม่… ผมขอโทษนะ ที่ไม่ได้มาดูแลแม่เลย ผมจะพาแม่ไปหาหมอเก่งๆ ผมมีเงินนะแม่ ต้องใช้เงินเท่าไหร่ผมก็จะหามารักษาแม่ให้ได้” ผมพูดพลางสะอื้น พร้อมก้มกราบลงที่อกแม่ แม่ลูบหัวผมเบาๆ
หลังจากนั้นไม่กี่วัน แม่ผมก็เสียชีวิตลง ผมเพิ่งรู้ว่าแม่เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะสุดท้าย แม่ไม่ยอมรับการรักษา และห้ามพ่อไม่ให้บอกเรื่องนี้กับผม กลัวผมจะห่วงจนเสียการเสียงาน ผมรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นลูกเณรคุณขึ้นมาทันที สิ่งที่ผมให้พ่อแม่มาตลอด มันไม่ได้ทำให้พวกท่านมีความสุขเลย พวกท่านไม่ได้ต้องการเงินของผม แต่เขาต้องการความรัก ความเอาใจใส่จากลูกชายเลวๆ คนนี้
พ่อไม่คุยกับผมเลย ตั้งแต่แม่เสีย จนกระทั่งจัดงานศพเสร็จ จะพูดด้วยก็เรื่องจัดงาน ไม่กี่คำ กระทั่งปลงศพแม่แล้ว แขกเหรื่อกลับไปหมดแล้ว ผมนั่งร้องไห้อยู่ข้างเมรุ พ่อจึงเดินเข้ามานั่งข้างผม
“เอ็งจะร้องไห้ทำไมตั้ม ไหนบอกว่ารวยแล้วมีความสุขไง เงินจะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นไม่ใช่เหรอ…ทีนี้รู้หรือยัง ว่าอะไรบ้างที่เงินมันซื้อไม่ได้”
ผมโผเข้ากอดพ่อ แทนคำตอบ
“ยกโทษให้ผมด้วยนะพ่อ”
นับจากวันที่เสียแม่ไป ผมเพิ่งเริ่มรู้สึกตัว ว่าเงินทองมันเป็นความสุขจอมปลอมที่ไม่มีค่าอะไรเลย ไม่ว่าผมจะมีเงินล้นฟ้าแค่ไหน มันก็ซื้อชีวิตแม่ผมกลับมาไม่ได้อีกแล้ว ตอนนี้ผมเหลือพ่อเพียงคนเดียวและแน่นอนว่า เงินที่ผมมี ย่อมไม่ใช่ความสุขของพ่อแน่ๆ
พ่อโกรธผมในช่วงแรก แต่สุดท้ายแล้ว เราก็เหลือกันอยู่แค่สองคนพ่อลูก พ่อก็เริ่มแก่มากแล้ว เริ่มเจ็บไข้ได้ป่วยบ่อยขึ้น จะชวนไปอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ พ่อผมก็ไม่ไป สุดท้ายผมก็ต้องเทียวไป เทียวมาหาพ่อบ่อยๆ และปล่อยกิจการให้เมียดูแล ซึ่งช่วงหลังๆ ผมไม่เคยดูรายรับ รายจ่ายของบริษัทเลย
กระทั่งวันหนึ่ง เรื่องที่ผมไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับผม ก็เกิดขึ้น ผมกลับมาตรวจเช็คเอกสารที่บริษัท ปรากฏว่าขาดทุนอยู่หลายล้าน แถมช่วงที่ผมไม่อยู่ ยังมีการเซ็นจ่ายมากเกินปกติ ซึ่งคนที่เซ็นจ่ายเงินออกไปนั้น ก็คือภรรยาของผมเอง ผมเริ่มรู้ตัวแล้ว ว่าภรรยาของตัวเองเล่นไม่ซื่อ ทว่าเธอจะทำอย่างนั้นทำไม ในเมื่อผมก็ให้เงินเธอใช้เดือนละมากโข แถมบ้านเธอก็ฐานะดีกว่าผมด้วยซ้ำ
สุดท้าย เรื่องมาแดง ตอนที่ผมเห็นบางอย่างเข้าตำตา วันนั้นผมกลับมาจากบ้านพ่อก่อนกำหนด ขับรถมาถึงบ้านก็เป็นเวลาประมาณ 3 ทุ่ม ขณะที่กำลังจะขับรถเข้าบ้าน ผมเห็นรถสปอร์ตคันหรู มารับภรรยาของผมออกไป เธอแต่งตัวสวยเช๊ะ ผมยังปลอบใจตัวเองเบาๆ ว่า อาจจะไปคุยงานกับลูกค้าก็ได้
แต่ภาพที่น่าสลดใจกว่านั้นคือ ผมกลับมาเห็นลูกสาววัย 5 ขวบ เดินลงมาจากห้องนอนแล้วร้องไห้วิ่งมากอดผม
“เป็นอะไรไปลูก”
“หนูคิดถึงพ่อ…” ลูกสาวเห็นหน้าผมก็ร้องไห้โฮ เหมือนเก็บกดอะไรบางอย่าง
หลังจากนั้น ผมจึงเริ่มหูตาสว่าง หลังจากหลงเมียคนสวยคนนี้มานาน ผมสืบจนรู้ว่า เธอสมคบคิดกับชู้ยักยอกเงินในบริษัทผม และหวังจะเข้ามาเทคโอเวอร์ ผมไม่รู้ว่าผมทำอะไรผิดไป ภรรยาที่ผมสุดแสนจะไว้ใจถึงทำร้ายผมได้ขนาดนี้ ไม่เพียงแค่ผม กับลูกสาวตัวเล็กๆ เธอก็ไม่เคยใส่ใจ คอยแต่จะดุลูก ตีลูกตลอดเวลา ซึ่งเวลาอยู่ต่อห้าผมเธอไม่เคยทำ แต่เมื่อไหร่ที่ผมไม่อยู่ เธอก็จะมาใส่อารมณ์กับลูก ซึ่งเรื่องนี้ผมรับไม่ไหวจริงๆ
ผมไม่กระโตกกระตาก แต่พยายามหาหลักฐานมัดตัวเธอ เพื่อฟ้องหย่า และให้ผมมีสิทธิ์เลี้ยงดูลูก ซึ่งแทบไม่ต้องฟ้องอะไรเลย เพราะเธอยินดีให้ผมเอาลูกไปเลี้ยงอย่างไม่ใยดีอะไรเลยสักนิด แล้วเธอก็ไปแต่งงานกับชู้คนนั้นหน้าตาเฉย
นี่เหรอชีวิตคนรวย มันไม่ได้ดีเด่อะไรอย่างที่ใครคิด เวลาคนมาสัมภาษณ์ผมกับเรื่องที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ ผมก็ต้องสร้างภาพพูดจาให้มันดูดี แต่ในความเป็นจริง ผมวิ่งทะยานเข้าสู่กองกิเลส สวมหัวโขนเอาไว้ให้คนอิจฉา ความสุขเหล่านั้นมันจอมปลอม
ตั้งแต่ผมเป็นคนรวย ผมไม่เคยนอนหลับสนิทเลยสักวัน ชีวิตวุ่นวาย ผู้คนที่เข้ามาก็หวังแต่ผลประโยชน์ ญาติพี่น้องดูเหมือนจะรักใคร่ แต่แท้ที่จริงแล้ว เขาก็หวังมาพึ่งพา ยืมเงินบ้าง ของานทำบ้าง ขนาดภรรยาที่ผมรักและไว้ใจ ยังไม่รักผมจริง เธอเข้ามาตอนที่ผมประสบความสำเร็จใหม่ๆ ยังเป็นนักธุรกิจหนุ่มเนื้อหอม จริงๆ แล้ว เราเข้ากันไม่ได้หลายเรื่อง ทะเลาะกันบ่อย จะว่าไป ก็เหมือนคนไม่ได้รักกันเลยด้วยซ้ำ
หลังจากหย่ากับภรรยา ผมตัดใจขายบริษัทที่สร้างมาเองกับมือ ให้คนอื่นไป ก่อนที่จะหอบเงินก้อนสุดท้าย และลูกสาวกลับไปอยู่กับพ่อที่บ้าน
ผมรู้แล้วครับพ่อ ว่าเงินซื้ออะไรไม่ได้บ้าง มันซื้อชีวิตคนไม่ได้ ซื้อเวลาให้ย้อนคืนไม่ได้ ซื้อความจริงใจก็ไม่ได้เช่นกัน
สิ่งที่ผมได้รับในวันนี้ คือผลจากการกระทำของผมเองทั้งนั้น ผมขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของความทะเยอทะยาน แต่สุดท้าย ผมก็ได้รับรู้แล้วว่า ผมควรคืนสู่สามัญ
ความสุขของชีวิตผม ตอนนี้ แค่ได้เห็นรอยยิ้มของพ่อ และลูกสาวของผมเท่านั้น ผมก็พอใจแล้ว
……………………………

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these <abbr title="HyperText Markup Language">HTML</abbr> tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>

ข้ามไปยังทูลบาร์